ความสัมพันธ์ซาลาเปา

posted on 12 Dec 2014 22:36 by aomammiiz in Fiction
เรื่องนี้อยู่ดีๆก็คิดได้ .. อยู่ดีๆก็อยากเขียน
เพราะความสัมพันธ์ก้ำกึ่งแบบนี้มันเกินขึ้นได้ง่ายและมันก็อธิบายได้ยากเหมือนกัน

#ซาลาเปา ความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก
ขอเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่า 'ซาลาเปา'

. . . . . . . . . . . . . . . . 
 

                “โอ้ย!! เก็บไว้กินเองเลยไม่กินแล้วโว้ย ซื้อมาได้ทุกวันนะมึงเนี่ย - -” เคปาถุงพาสติกทีใส่ซาลาเปากลับมาที่โต๊ะผมเหมือนเดิม บ่นอะไรของมันวะทุกทีก็เห็นกินเอาๆไม่มีบ่นซักคำ ผมหยิบถุงซาลาเปาขึ้นมาชูตรงหน้าและยิ้มกับโลโก้ซาลาเปาแก้มชมพูนั่นออกมาอย่างไม่รู้ตัว...

 

                “ซาลาเปา!!!!!!!!” ผมตะโกนเสียงดังลั่น เพื่อเรียกเจ้าของร้าน ไม่รู้ว่าดวงผมเป็นอะไรกับร้านนี้มาทีไรเจ้าของร้านชอบหายตัวทุกที แล้วเหนื่อยผมที่ต้องมาตะโกนเรียกนี่แหละ บริหารเส้นเสียงกันแต่เช้าเลย ยัง ยัง ยังไม่มาอีก สงสัยต้องอีกรอบแล้วล่ะมั้ง

                “ซา-ลา-เปา!”

                “มาแล้วค่า” ผมมองสาวร่างบางวิ่งออกมาด้วยท่าทางหอบนิดหน่อย แล้วนี่ตาลุงเจ้าของร้านหายไปไหน ทำไมกลายร่างเป็นสาวสวยหุ่นเล็กน่ารักแบบนี้ล่ะ “เอาไส้อะไรดีคะ” น้ำเสียงของเธอมันช่างชวนฝันให้เคลิ้มลอยตามจริงๆเลย

                “...”

                “น้องคะ” คิ้วขมวดเป็นปมเล็กๆของเธอทำให้ผมลุกจากภวังค์เลยครับ เธอเรียกผมว่าน้องงั้นเหรอ เธอดูไม่น่าจะแก่กว่าผมนี่ ดูเด็กกว่าผมด้วยซ้ำ แต่ทำไม ทำไม...

                “ไส้หมูครับ” ผมตอบพลางเอามือลูบหัวที่ยุ่งเหยิงของตัวเองให้เข้าทรง

                “สักครู่นะคะ” เธอหันไปวุ่นวายกับการหยิบซาลาเปาให้ผม ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ดูน่ารักแบบนี้นะ ตัวเล็กๆ แก้มป่องๆ ชมพูๆ ดูมุมไหนเธอก็น่ารักไปซะทุกอย่างเลย ถ้าไม่ติดตรงที่เรียกผมว่าน้องอะนะ

                “พี่เป็นลูกสาวลุงเหรอครับ”

                “ใช่แล้ว ...สิบบาทค่ะ” เธอยื่นถุงใส่ซาลาเปามาพร้อมกับรอยยิ้มน่ารักที่ผมพึ่งเคยเห็นจากเธอครั้งแรกและรอยยิ้มนั่นก็ละลายใจผมไปง่ายๆเลย

               

                วันนี้ผมแต่งตัวหล่อกว่าทุกวันและกะเวลาให้พอดิบพอดีกับเมื่อวานเพื่อที่จะเจอเธอที่สร้างรอยยิ้มพิมพ์ใจผมอีกครั้ง การที่ทำเตรียมการดีแบบนี้ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังเลย ผมมาเจอรอยยิ้มของเธอรับอรุณแบบนี้อีกครั้ง

“ไส้อะไรดีคะ”

“หมูสับครับ”

“สักครู่นะคะ” เธอก็ยังคงดูตั้งใจกับการเลือกซาลาเปา ผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์น่าดึงดูดจริงๆ ผมอยากเก็บร้านนี้ไว้เป็นความลับของผมเพียงคนเดียวได้มั้ยนะ

“สิบบาทค่ะ” ผมยื่นเงินให้เธอ และบทสนทนาของเราก็จบลง ทำยังไงผมถึงจะได้คุยกับเธอมากกว่าสองประโยคนี้นะ

 

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป บทสนทนาเราก็ไม่ขยับไปไหนเกินสองประโยคคลาสิกนั่นเลย จะทำยังไงผมถึงจะได้คุยกับเธอมากกว่าประโยคสุดซ้ำซากนั่นดีนะ ผมปั่นจักรยานไปหน้าร้านของเธอ แทนมอเตอร์ไซต์เหมือนทุกครั้ง แต่เช้าเหมือนเดิมทุกวันเพื่อความเคยชิน

“สั่งซาลาเปาหน่อยครับ” ผมตะโกนไปด้วยเสียงที่ดูหล่อ เข้ม สมกับความเป็นชายแบบสุดๆ

“เอากี่ลูก” น้ำเสียงห้วนที่แสนคุ้นเคยเมื่อก่อนเจอเธอมาดังแต่ไกล แต่หัวใจผมเต้นแรงกลับหยุดลงซะดื้อๆอย่างนั้นแหละ ทำไมคุณลุงต้องมาทำลายความฝันของผมแบบนี้ด้วย

“ลูกเดียวพอ”

“เหมือนเดิมนะ”

“คร้าบ” ผมลากเสียงยานกลับไปอย่างเซ็งๆ จะขอเจอเธอวันหยุดบ้างไม่ได้เลยรึไง ผมรับถุงซาลาเปาที่ยับยู่ยี่ตามสไตส์ไม่เรียบร้อยดั่งเธอเคยยื่นให้กลับมาด้วยใจสุดห่อเหี่ยว เฮ้อ วันนี้ช่างเป็นวันหยุดที่แสนเศร้าอะไรเช่นนี้ ผมเดินคอตกจูงจักรยานกลับตามทางเก่าของตัวเอง ทำไมชีวิตถึงมีแต่เรื่องเศร้าน้า

 

เช้านี้ผมขับมอเตอร์ไซต์สไตส์วัยฮอร์โมนอย่างผมมองหน้าสาวหน้าใสหวานใจของผมที่ผมพึ่งแต่งตั้งขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ และก็เป็นอย่างที่หวังเธอกำลังยืนเรียงซาลาเปาในซึ้งด้วยท่าทางขยันขันแข็ง ผมรีบจอดรถประชิดกับร้านและพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนละมุนชวนเพ้อฝันเท่าที่สุดที่ผมเคยทำมา

“เอาซาลาเปาไส้หมูสองลูกครับ”

“ได้” ลุงโผล่มาจากใต้โต๊ะและตอบผมด้วยน้ำเสียงห้วนที่สุดแสนคุ้นเคยเช่นเดิม โถ ชีวิตรักของผมทำไมถึงช่างมีอุปสรรคมากมายขนาดนี้นะ เธอเพียงแค่ยิ้มเบาๆและเดินเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้ผมอยู่กับลุงเพียงสองคน ไม่ ไม่ ผมไม่ได้ต้องการแบบนี้ กลับมาเถอะ พลีสสสสส!

“เอ็งจะเอาอะไรนะ” ลุงพูดขึ้นเรียกสติผมให้อยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง หลังจากเจ้าสติเตลิดวิ่งตามรอยยิ้มชวนฝันนั่นเข้าบ้านไป

“ไส้หมู”

“สองนะ”

“ลูกเดียวพอแล้วลุง”

“เอ้า ไอนี่” ลุงมองผ่านแว่นมาด้วยสายตาไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ลุงอย่ามองผมแบบนี้ ลุงไม่มีสิทธิ์ ไม่รู้รึไงว่าผมกำลังงอนอยู่ ความรักของเราช่างยากเย็นซะเหลือเกิน เอาน่าแต่รักแท้ต้องเจออุปสรรคบ้าง ผมเข้าใจ ผมรับซาลาเปามาจากลุงและสตาร์ทรถออกไป

 

แต่ขอบคุณโชคชะตาที่ไม่ได้เล่นตลกกับผมมากนัก เพราะหลังจากวันนั้นผมก็ได้ซื้อซาลาเปากับเธอทุกวัน ทุกวัน และทุกวันเลย แต่บทสนทนาก็ยังคงเป็นสองประโยคยอดฮิตเหมือนเดิม

“ไส้อะไรดีคะ”

“หมูสับครับ”

“สักครู่นะคะ” ผมมองเธอมุมนี้จนผมสามารถวาดภาพเธอจากด้านข้างได้แล้ว ไม่รู้ว่าที่บทสนทนาของเราไม่พัฒนาเพราะผมไม่พูดอย่างอื่น หรือเพราะเธอไม่ได้สนใจผมซักเท่าไหร่ แต่นี่ผมจริงจังนะ ผมอยากคุยกับเธอมากกว่าสองประโยคนี้จริงๆ ข้อมูลเพิ่มเติมที่รู้มากกว่าเธอเป็นลูกสาวตาลุงนั่นก็คือผมรู้ว่าเธอเป็นรุ่นพี่และเธอหน้าเด็ก หรือผมควรจะถามเกี่ยวกับเรืองอนาคตออกไป ใช่ ผมควรจะเริ่มพูดอะไรนอกเหนือจาก ‘หมูสับ’ บ้าง

“ช่วงนี้พี่ปิดเทอมเหรอครับ”

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

เสียงหัวใจผมดังราวกลับคณะสิงโตมาเชิดฉลองตรุษจีนอยู่ในหัวใจ แค่ผมถามประโยคนั่นออกไป ทำไมผมต้องตื่นเต้นด้วย มันน่าจะเป็นคำถามที่คนทั่วๆไปถามกันนี่ใช่มั้ย ผมไม่ได้ทำตัวเป็นโรคจิตใส่เธอแบบนี้หรอกใช่มั้ย

เธอเงยหน้าขึ้นมามองผมหลังจากที่หยิบซาลาเปาใส่ถุงให้เรียบร้อยและยิ้มน่ารักออกมา ริมฝีปากเล็กเรียวชมพูดูเป็นธรรมชาติค่อยๆขยับเบาๆ ผมรู้ว่าผมกำลังโดนมนสะกดอีกครั้ง

“ใช่ หยุดนานๆแบบนี้ก็น่าเบื่อเหมือนกัน” เธอเบะปากเบาๆ ทำให้แก้มป่องขึ้นนิดๆ แต่มันกลับน่ารักมากๆ เธอยื่นถุงซาลาเปามาให้และถามต่อด้วยท่าทางละมุนชวนฝัน “แล้วนี่อยู่ม.อะไรแล้ว” และถามคำถามกับผม เธอถามผม!

“ม.6 ครับ”

“ใกล้จบแล้วซินะ อยากเรียนต่อคณะอะไร”

“นิเทศครับ แล้วพี่เรียนคณะเหรอ”

“บริหาร” เธอตอบพร้อมกับรอยยิ้มน่ารัก บทสนทนาทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติมากๆ เธอถามผมตอบ เธอตอบผมถาม ผมขยับเข้าใกล้อีกนิดแล้วรึเปล่านะ ผมรู้สึกว่าเช้าวันนี้เป็นวันที่อากาศดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย ผมชอบบรรยากาศแบบนี้

 

                “วันนี้เหมือนเดิมรึเปล่า” เสียงหวานใสถามอย่างน่ารัก ตอนนี้เราเริ่มสนิทกันขึ้นอีกระดับหนึ่งเลย อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าผมจะกินซาลาเปาไส้อะไรในทุกเช้าของวัน ผมมองการกระทำของเธอแบบนี้ จดจำได้เกือบทุกรายละเอียด ทุกอย่างที่เป็นเธอดูจะสะกดทุกอย่างที่เป็นผมเหมือนกัน ทำไมเธอถึงได้น่ารักแบบนี้นะ

                “ครับ” ผมตอบกลับไปสั้นๆแค่นั้น ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากคุยอะไรต่อหรอกนะ แต่เพราะผมเขินเธอมากๆ จนไม่รู้จะพูดอะไรเลยมากกว่า  

                “ทำไมไปโรงเรียนสายจัง” เธอเงยขึ้นหลังจากที่วุ่นวายกับการใส่ถุงและยื่นมาให้ผมพร้อมกับรอยยิ้มน่ารักที่มีเหมือนทุกครั้งที่ผมมาซื้อซาลาเปาที่ร้านของเธอ

                “มีติวโอเน็ตครับ เลยเข้าช้าได้นิดหน่อย”

                “งั้นรีบๆไปเลย ตอนพี่สอบนี่แทบลากเลือดกันเลย สู้ๆ เข้าคณะที่อยากเข้าให้ได้นะครับ” เธอชูกำปั้นเล็กๆให้พร้อมกับขยิบตาเบาๆ เธอจะรู้มั้ยนะว่าทำหัวใจของผมพองโตขนาดไหน แล้วเธอจะรู้มั้ยนะว่าคนที่ทำให้ผมไม่มีสมาธิในการติวก็เธอนั่นแหละ ผู้หญิงคนนี้มีความสามารถพิเศษจริงๆเลยนะ

 

                "เหลือสอบอะไรอีกรึเปล่า ตั้งใจอ่านหนังสือนะ” หลังจากที่ผมเล่าให้เธอฟังเรื่องที่ไปนั่งเอ๋อในห้องสอบมาเธอก็ดูเป็นห่วงเป็นใยและถามไถ่เรื่องการเรียนกับผมเป็นพิเศษ แต่ผลมันดีเกินคาดเลยล่ะครับ เพราะหลังจากนั้นเราก็มีเรื่องคุยกันทุกวัน คุยกันนานขึ้นอีกนิด ยืดเวลาให้ผมได้เจอหน้าเธอนานขึ้นอีกหน่อย ผมคงเสพติดรอยยิ้มน่ารักๆของเธอแล้วล่ะ ถ้าไม่ได้เห็นผมรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย

 

ใช่ ..ผมรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะตาย เคยไหมครับรู้สึกว่าโลกหยุดหมุน เคยไหมครับรู้สึกว่าไม่มีแรงแม้แต่จะเดินทำไมนะแค่เธอจะกลับไปเรียนแค่นี้ ผมรู้สึกเหมือนโลกจะแตกวันนี้พรุ่งนี้ ผมต้องทำยังไง ผมทนไม่ได้หรอกนะที่จะไม่ได้เจอหน้าเธออีกเกือบครึ่งปีแบบนี้ ผมต้องทำอะไรซักอย่างแล้วล่ะ

ผมเดินถือกีตาร์ตรงไปที่ร้านเธออย่างห้าวหาญและไม่คิดว่าจะทำมาก่อน เดี๋ยวโชคชะตาเข้าข้างผมเลยแฮะ เธออยู่คนเดียวซะด้วย

“ถ้าเธอไม่รู้สึกฉันพร้อมจะเดินจากไป...”

“...”

“...”

“ไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ”

“แล้วทำไมไม่ร้องต่อล่ะ?”

“ก็ความหมายมันอยากบอกมีแค่นี้นี่” เธอยิ้มและหัวเราะเบาๆกับการกระทำของผม ผมไม่สามารถปฏิเสธแก้มป่องๆกับตาเล็กๆนั่นได้เลยผมชอบทุกอย่างที่เป็นเธอจริงๆ ผมหัวเราะกลับพร้อมกับกอดกีตาร์ในมือบิดไปมา แผ่นดินไหวเก้าริกเตอร์ในใจของผมแล้วล่ะตอนนี้ รีบๆปิดเทอมแล้วกลับมาเจอกันอีกนะครับ :)

 

Comment

Comment:

Tweet